บทที่ 7 ข้ามาขอป้ายออกนอกสำนักเจ้าค่ะ

เจียอี่กล่าวเสร็จและเดินออกไป ทิ้งให้ซูเชี่ยวเดินกลับไปคนเดียว นางกำลังคิดว่าพรุ่งนี้จะต้องไปเจอเจ้าสำนักลี่หยางที่เป็นสิ่งที่นางหลีกเลี่ยงมาตลอด เพราะไม่อยากมีปัญหาก็ถอนหายใจ แต่ถึงอย่างไรก็ต้องไปเจอรองเจ้าสำนักเฟยซิ่นให้ได้ก่อนหากไม่ได้จริงๆ

ค่อยไปเจอเขา ขณะที่หญิงสาวกำลังคิด ทำให้ไม่ทันระวังไปชนเขากับใครคนหนึ่ง

“ขออภัยเจ้าค่ะ” ซูเชี่ยวกล่าวออกมาอย่างรู้สึกผิด และเงยหน้ามองคนที่นางเดินชน

“ลุง!! ลุงก็ข้ามมาในโลกนี้เหมือนกันเหรอ” ทันทีที่นางเห็นชายตรงหน้าก็จำได้ทันทีว่าคือลุงคนที่แถมจี้หยกให้ตอนที่ซื้อแจกัน และเป็นคนเดียวกับเมื่อ 1 เดือนที่แล้วที่นางถามทางไปตำหนัก ผดุงคุณธรรม ไม่น่าล่ะว่าทำไมนางถึงได้คุ้นหน้าเขามากในตอนนั้น หญิงสาวพยายามตามหาและถามคนอื่นแต่ก็ไม่มีคนเคยเห็นหรือเคยพบ

“อะไรแม่นางหนู ลุงเลิงอะไร ข้าไม่ใช่” ชายตรงหน้ากล่าวออกมาอย่างรำคาญ พร้อมหันหน้าหนีเดินออกไป

“ก็ลุงเป็นคนขายจี้หยกนี้ให้ข้ายังไงล่ะ” ซูเชี่ยวพยายามอธิบายและนำจี้หยกที่ห้อยไว้ที่เอวเอามาให้ดู

“ข้าไม่รู้จัก" ชายตรงหน้าพูดออกมา และเดินหนี

“เดี๋ยวสิลุง ลุง~”

ซูเชี่ยวรีบเดินตามและพยายามเรียก แต่เมื่อชายคนนั้นเดินเข้าไปในประตูอีกทางนางที่เดินตามหลังมาแต่กลับหาไม่เจอแล้ว

“หายไปไหนเร็วขนาดนี้” ซูเชี่ยวบ่นกับตัวเอง พยายามมองหาแต่ไม่เจอ จึงได้ท้อใจและเดินกลับห้องของตัวเอง หลังหญิงสาวจากไปชายคนนั้นโผล่มาจากพุ่มไม้พร้อมถอนหายใจแล้วเดินจากไป

.

วันรุ่งขึ้น

ณ ตำหนักหยกขาว

“เจ้าสำนักคิดว่าเป็นฝีมือของสำนักเพลิงอัคคี อย่างที่คนร้ายบอกหรือไม่” เฟยซิ่นถามออกมาเมื่อพวกเขาอยู่กันแค่ 2 คนในตำหนัก

“เจ้าคิดว่าอย่างไร” เสียงเข้มถามออกมา พลางรินน้ำชาให้ตัวเองและเฟยซิ่น

“ข้าคิดว่าไม่น่าจะใช่ เพราะสำนักเพลิงอัคคีเราไม่เคยแว้งกัดพวกเดียวกันเอง" เฟยซิ่นกล่าวอย่างใช้ความคิด เจ้าสำนักเพลิงอัคคีมีนามว่าเย่วซือเป็นสหายสนิทของลี่หยาง พวกเขาสนิทสนมกันมาก เติบโตมาด้วยกันและมีอาจารย์คนเดียวกันไม่มีทางที่จะส่งคนเข้ามาเเน่นอน

“ใกล้จะถึงการคัดเลือกผู้นำทั้ง 5 สำนักแล้ว คงมีสำนักใดที่หมายปองแล้วพยายามเข้ามาก่อความวุ่นวายและโยนความผิดในสำนักเพลิงอัคคี”

ลี่หยางกล่าวออกมาและยกชาขึ้นดื่มอย่างสุขุม การคัดเลือกผู้นำเจ้าสำนักจะจัดขึ้นทุกๆ 5 ปี โดยการให้ศิษย์ของในแต่ละสำนักประลองฝีมือกัน หากศิษย์สำนักใครชนะเจ้าสำนักนั้นจะได้เป็นผู้นำสำนักทั้ง 5 และที่ให้ศิษย์ประลองกันเเทนที่จะเป็นการประลองของเจ้าสำนักเองเพราะหลีกเลี่ยงความขัดแย้งส่วนตัวของเจ้าสำนักซึ่งอาจส่งผลต่อไปในอนาคต จึงให้ศิษย์ในสำนักส่งตัวแทนเข้าประลองแทน เเละเพื่อวัดการอบรมสั่งสอนให้แก่ศิษย์ด้วยว่าสำนักไหนมีศักยภาพมากกว่า

“จริงด้วยขอรับ คนร้ายที่ทางเราจับได้ไม่ยอมกัดยาพิษฆ่าตัวตายตั้งแต่แรก เพราะต้องการให้เราจับเขามาสอบสวนเพื่อที่จะได้โยนความผิดให้สำนักเพลิงอัคคีนี่เอง” เฟยซิ่นพูดออกมาอย่างที่คิดได้ และพูดต่อว่า

“ให้ทางเราส่งจดหมายไปบอกเรื่องนี้ที่สำนักเพลิงอัคคีหรือไม่ขอรับ”

“ไม่ต้อง วันนี้ข้าจะไปพบเขาเองฝากเจ้าจัดหาศิษย์ที่มีฝีมือเพื่อเตรียมพร้อมที่จะเข้าร่วมการคัดเลือกผู้นำเจ้าสำนักด้วย เรื่องนี้สำคัญมากฝากเจ้าตรวจตราอย่างดี” ลี่หยางพูดพลางยกชาดื่มอีกรอบ

“ขอรับ” เฟยซิ่นตอบรับและเดินออกไป

ทางด้านซูเชี่ยววันนี้นางตั้งใจมาขอป้ายในการออกไปข้างนอก นางถามจางหมิงผู้ช่วยของเฟยซิ่นรองเจ้าสำนักแล้ว แต่พบว่าเฟยซิ่นกำลังคุยธุระกับลี่หยางอยู่ที่ตำหนักหยกขาว จึงตั้งใจมารอเขาที่นี่เพราะใกล้ถึงเวลาที่นัดกับเจียอี่แล้ว นางรอประมาณ 1 เค่อ ก็เห็นเฟยซิ่นเดินออกมา

“คารวะรองเจ้าสำนัก” ขณะที่เฟยซิ่นเห็นหญิงสาวและยิ้มให้ นางจึงทำท่าคารวะและพูดออกไป

“อ่าว ซูเชี่ยวมาหาท่านเจ้าสำนักหรือ” เฟยซิ่นถามออกไปเพราะก่อนเกิดเรื่องหญิงสาวมักจะมาตามติดลี่หยางเป็นประจำ และครั้งนี้เฟยซิ่นก็คิดเช่นนั้น

“เปล่าเจ้าค่ะ ข้ามารอพบท่าน” ซูเชี่ยวตอบออกไปเสียงเรียบ

“รอพบข้าด้วยเรื่องอันใด” เฟยซิ่นถามด้วยความสงสัย เพราะผิดจากการคาดเดาของเขาที่คิดว่าซูเชี่ยวจะมาหาลี่หยางซะอีก

“ข้ามาขอป้ายออกนอกสำนักเจ้าค่ะ” หญิงสาวบอกจุดหมายที่นางมารอเขาออกไป

“เจ้าเข้าไปขอกับเจ้าสำนักได้เลย วันนี้ข้ามีธุระด่วน” เฟยซิ่นพูดแล้วยิ้มให้หญิงสาว จากนั้นเดินผ่านหน้านางออกไปโดยที่ไม่ได้ดูสีหน้าหญิงสาวสักนิด

ทางด้านลี่หยาง ที่นั่งอยู่ด้านในได้ยินเหตุการณ์ทั้งหมด เพราะเขาที่มีพลังขั้นสูงสุดแล้ว เสียงในบริเวณนี้ไม่มีทางรอดพ้นการได้ยินของเขาได้ เขาเห็นหญิงสาวที่ทำท่าลับๆ ล่อๆ อยู่หน้าตำหนักมาครึ่งเค่อแล้วไม่เข้ามาสักที ก็รู้สึกหงุดหงิดนี่ไม่ใช่นิสัยของนางเลย ถ้าเป็นเมื่อก่อนคงรีบเข้ามายิ้มหน้าบานแล้ว

“ใครอยู่ข้างนอกน่ะ เข้ามา” เขาพูดออกไปเพราะเห็นว่าหญิงสาวไม่เข้ามาสักที ซูเชี่ยวเมื่อได้ยินเช่นนั้นก็ตกใจและเดินเข้าไป โดยไม่เงยหน้ามองข้างหน้าแต่กลับก้มมองที่เท้าแทน

“คารวะเจ้าสำนัก” ซูเชี่ยวพูดขณะที่โค้งคารวะ

“เจ้ามาที่นี่มีเรื่องอะไร” ลี่หยางพูดขึ้นพลางปิดหนังสือที่อ่าน และเงยหน้ามองซูเชี่ยวที่เอาแต่ก้มหน้ามองเท้าตัวเอง แต่ก่อนนางจะต้องเงยหน้ายิ้มและส่งสายตาให้เขาแล้วสิ

“ข้ามาขอป้ายออกนอกสำนักเจ้าค่ะ” หญิงสาวพูดจุดมุ่งหมายที่นางมาที่นี่ออกไป

บทก่อนหน้า
บทถัดไป